การป้องกันและแมลงกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน เป็นการเลือกใช้วิธีการตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไป ผสานกันให้เหมาะสม เมื่อใช้แล้วจะทำให้เกิดผลเสียอย่างน้อย 3 ประการ คือ
1. ทำให้ศัตรูพืชลดลงในระดับที่ไม่ทำให้พืชผลเสียหายไปในเศรษฐกิจ
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการควบคุมพืชชนิดนั้น
3. ปลอดภัยต่อเกษตรกร (ผู้ผลิต) ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
การผลิตข้าวในปัจจับัน เกษตรกรเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ โดยการเพิ่มปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งการกระทำดังกล่าวต่อเนื่องเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศในนาข้าวและสิ่งแวดล้อม ทำให้ศัตรูพืชระบาดมากขึ้น และผลผลิตก็มิได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ จึงได้มีการนำวิธีป้องกันและกำจัดศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานมาใช้ในการผลิตข้าวอินทรีย์
1. หลักการป้องกันและกำจัดศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสาน
1.1 ปลูกพืชและดูแลให้แข็งแรงสมบูรณ์ ได้แก่
– ใช้เมล็ดพันธุ์ดี ปราศจากเมล็ดพืชอื่นปะปน ต้านทานโรคและแมลง
– ปรับปรุงบำรุงดิน เตรียมดินและกำจัดวัชพืชอย่างถูกต้อง
– ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เหมาะสมกับชนิดดินและพันธุ์ข้าว
– ระดับน้ำประมาณ 15 เซนติเมตร
1.2 ลงสำรวจแปลงนาทุกอาทิตย์
จำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรจะต้องลงแปลงนาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยสำรวจตรวจตราอย่างใกล้ชิดว่าสภาพของข้าวเป็นอย่างไร ระดับน้ำ ปุ๋ยเพียงพอเหมาะสมแล้วหรือยัง ประมาณสัดส่วนของศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติ สภาพดินฟ้าอากาศเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างถูกต้อง การสำรวจนี้เพื่อประเมินสภาพนิเวศวิทยาในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของข้าว
1.3 อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
โดยปกติในนาข้าวเขตร้อนทั่วๆ ไปปริมาณสัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช เช่น แมงมัม แมลงปอ มวนดูดไข จิงโจน้ำ แตนเบียน เชื้อจุลินทรีย์และสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิด มีอยู่อย่างเพียงพอที่จะควบคุมศัตรูข้าวซึ่งมีชนิดที่สำคัญอยู่ไม่กีร่ชนิดเท่านั้น ความสมดุลของธรรมชาตินี้จะถุกทำลายลงหากเกษตรกรใช้สารเคมีอย่างไม่ถุกต้อง โดยเฉพาะสารกลุ่มไพรีทอยส์และออกาโนฟอตเฟต ซึ่งมีพิษกว้างขาวง ทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในนาข้าว ซึ่งในที่สุดจะมีผลให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 30 – 31 วัน หลังจากปลูกข้าวแล้วไม่ควรใช้สารฆ่าแมลงใด ๆ ทั้งสิ้น
1.4 ให้เกษตรกเป็นผู้จัดการที่ดีหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินงานกิจการด้วยตนเอง
เมื่อเกษตรกรสามารถวิเคราะห์สภาพนิเวศวิทยาในนาข้าวและมีการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ก็จะมีผลให้การผลิตประสบผลสำเร็จ ต้นทุนการผลิตลดลง ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เกษครกรสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองและเป็นการผลิตที่ยั่งยืนในที่สุด
2. วิธีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เช่น
2.1 วิธีเขตกรรม คือ การดัดแปลงวิธีการเพาะปลูกหรือวิธีการทางเขตกรรม เพื่อสนับสนุนขบวนการทางธรรมชาติ ตามระบบนิเวศที่ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการระบาดของศัตรูพืช เช่นการเก็บผลไม้ที่เน่าเสียที่อยู่คาต้นหรือตามพื้นดินออกไปทำลาย การตัดแต่งกิ่งตามหลักวิชาการของไม้ผลแต่ละชนิดช่วยให้แดดส่องถึงลำต้นตามพื้นดินจะลดปัญหาการระบาดของศัตรูพืชได้มากการกำหนดช่วงเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของศัตรูพืช การให้น้ำ ใส่ปุ๋ย หรือปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้พืชแข็งแรงสมบูรณ์ จะลดการระบาดของศัตรูพืช นอกจากนี้ยังรวมถึง การปลูกพืชหมุนเวียนและการปลุกพืชผัก ฯลฯ เป็นต้น วิธีเขตกรรมนี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมายแต่ได้ผลเกินคาด อาจมากกว่าวิธีอื่น ๆ ด้วยซ้ำไป
2.2 วิธีพันธุ์ต้านทาน การใช้พันธุ์ต้านทานจะช่วยแก้ไขการระบาดของศัตรูพืชได้อย่างเด่นชัด แต่บางครั้งฤดูกาลและสภาพการปลูกพืชอาจทำให้ความต้านท่านนั้นเปลี่ยนไปหรือเกิดปัญหาศัตรูพืชชนิดอื่นขึ้นมาแทนที่อีกก็ได้และอาจจะใช้พันธ์พืชที่ต้านทานหรือค่อนข้างต้านทานที่สังเกตุพบในท้องถิ่นนำมาปลูกได้อีก การใช้พันธุ์พืชที่มีอยู่หลากหลายตามธรรมชาตินั้นจะช่วยลดปัญหาของสัตรูพืชได้มาก หรือใช้เมล็ดพันํท้องถิ่น เพราะมีความเหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่น
2.3 ชีววิธี คือการใช้สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์เพาะเลี้ยงผลิตขยายขึ้นมาให้มีจำนวนมาก ๆ เพื่อช่วยในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อโรค ” อนรักษ์ศัตรูธรรมชาติ” เป็นเรื่องที่เกษตรกรควรให้ความสนใจมาก เพียงแต่ได้รับการชี้แนะให้เห็นคุณค่าของศัตรูธรรมชาติจะทำให้เกิดความรักและหวงแหนสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้การตัดสินใจใช้สารป้องกันและกำจัดสัตรูพืชรอบคอบยิ่งขึ้น
2.4 วิธีกลและฟิสิกส์ทางกายภาพ คือการกำจัดศัตรูพืชโดยใช้เครื่องมือกลต่าง ๆ เช่น กับดักหรือศัตรูพืชอื่น ๆ การสร้างเครื่องกีดขวาง โดยตาข่ายหรือการห่อหรือการปลูกพืชในมุ้งในล่อนหรือการขุดร่องเพื่อดักหนอนกระทู้ ฯลฯ เป็นต้น และใช้ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น แสง เสียง หรือคลื่นความถี่ต่างๆ ซึ่งส่วนมากอุปกรณ์เหล่านี้ราคาค่อนข้างเพียง จึงควรดัดแปลงใช้วิธีการที่ราคาถูก สามารถทำเองได้ เช่น การใช้น้ำร้อนแช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนปแลก
2.5 การใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชประกอบด้วย
2.5.1 สารอนินทรีย์ (Inorganic compound) ได้มาจากแร่ธาตุในธรรมชาติ ไม่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ มีคุณสมบัติไม่สลายตัวได้ง่ายส่วนมากจะมีพิษตกค้างนาน และมีพิษสูงต่อมนุษย์ จึงไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น ไซยาไนด์ อาเซนิค เมอคิวริคอ้อกไซด์ คอปเปอร์ ไฮดร็อกไซด์ คอปเปอร์อ็อกซี่คลอไรด์ และคอปเปอร์ซัลเฟต ฯลฯ เป็นต้น
2.5.2 สารจากธรรมชาติ ( natural pestioide) ได้แก่ สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา หางไหล ใบยาสูบ ฯลฯ และสารตากธรรมชาติอื่น ๆ
การตัดสินใจใช้สารป้องกันและกำจัดศํตรูพืชต้องรอบคอบและคำนึ่งถึงเหตุผลความจำเป็น หากจำเป็นต้องใช้ควรเลือกใช้สารจากธรรมชาติก่อน ส่วนสารชนิดอื่นๆ ควรเลือกเป็นอันดับสุดท้ายและใช้ชนิดที่มีพิษเฉพาะเจาะจงเท่านั้น
แต่ทั้งนี้ต้องยึดกฏมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) สำนักงานมาตรฐานยสินค้าเกษตรและอาหารแห้งชาติ (มก.อช.) และสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ (มก.สร.) เป็นหลัก

 
 
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s